โหมดสัญญาณ
วิธี "เข้ารหัส" เสียง/ข้อมูลลงคลื่นMORSE รหัสมอร์ส จุด-ขีด แทนตัวอักษร
Samuel F. B. Morse จิตรกรที่ผันตัวมาเป็นนักประดิษฐ์ คิดรหัสจุด-ขีดนี้ขึ้นสำหรับโทรเลขไฟฟ้า (ก่อนวิทยุจะถือกำเนิดด้วยซ้ำ) โดยให้ตัวอักษรที่ใช้บ่อยในภาษาอังกฤษมีรหัสสั้นที่สุด เช่น E คือจุดเดียว
เมื่อวิทยุเกิดขึ้นทีหลัง รหัสนี้ถูกยกมาใช้ทันทีเพราะส่งง่ายที่สุดผ่านสัญญาณ spark-gap ที่มีแต่ "มี-ไม่มี" คลื่น กลายเป็นภาษาสากลของนักวิทยุมานานกว่า 180 ปี
CW Continuous Wave คลื่นต่อเนื่อง คีย์มอร์สแบบสะอาด
ขณะที่ Marconi และวงการยังยึดติดกับคลื่นประกายไฟ (damped wave) ที่แผ่กว้างและรบกวนกันง่าย Reginald Fessenden เชื่อว่าคลื่นแบบ "ต่อเนื่องสม่ำเสมอ" จะดีกว่ามาก เขาให้ Ernst Alexanderson วิศวกรหนุ่มที่ GE สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าความถี่สูงพิเศษ (alternator) ที่หมุนเร็วจนวิศวกรคนอื่นบอกว่าเป็นไปไม่ได้ โรเตอร์จะระเบิดคาแกน
ผลลัพธ์คือคลื่นที่คมกริบและนิ่ง กลายเป็นพื้นฐานของการคีย์มอร์สแบบที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่ AM ด้วย
AM Amplitude Modulation ผสมเสียงเข้ากับ "ความสูง" ของคลื่น
เมื่อ Fessenden มีคลื่นต่อเนื่อง (CW) ที่นิ่งพอแล้ว ขั้นต่อไปคือการ "ปั้น" ความสูงของคลื่นให้ตามรูปคลื่นเสียง คืนคริสต์มาสอีฟปี 1906 เขาส่งเสียงไวโอลินและเสียงพูดของตัวเองออกอากาศ เป็นครั้งแรกที่โลกได้ยินเสียงมนุษย์ผ่านคลื่นวิทยุ — จุดเริ่มต้นของทุกสถานีวิทยุกระจายเสียง AM ทั่วโลก
FM Frequency Modulation ผสมเสียงเข้ากับ "ความถี่" ของคลื่น
Edwin Armstrong ผู้คิดค้น Superheterodyne เกือบ 20 ปีก่อนหน้า ไม่หยุดแค่นั้น เขาคิดระบบ FM ที่ให้เสียงใสไร้สัญญาณรบกวน แต่ RCA มองว่าเป็นภัยต่อธุรกิจเดิม กีดกันจนเกิดคดีสิทธิบัตรยาวนานที่ทำให้ Armstrong สูญเสียแทบทุกอย่าง จนจบชีวิตตัวเองในปี 1954
ปีต่อมาศาลตัดสินให้เขาชนะ FM กลายเป็นมาตรฐานเสียงคุณภาพสูงที่อยู่ในวิทยุรถของคุณและเครื่องรับส่งมือถือทุกเครื่องมาจนถึงวันนี้ (อ่านเรื่องเต็มได้ในเส้นเวลาหลัก)
LSB / USB Lower / Upper Sideband ตัด carrier กับอีกครึ่งคลื่นทิ้ง
สัญญาณ AM ปกติสิ้นเปลืองมาก เพราะพลังงานส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ carrier ซึ่งไม่มีข้อมูลอะไรเลย ปี 1915 John Renshaw Carson วิศวกรของ AT&T พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่าตัด carrier กับครึ่งคลื่นทิ้งไปเลยก็ยังส่งข้อมูลได้ครบ ประหยัดทั้งกำลังส่งและแบนด์วิดท์
กองทัพอากาศสหรัฐฯ นำไปใช้กับเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลช่วงทศวรรษ 1950 ก่อนจะแพร่เข้าสู่วงการ hams จนกลายเป็นค่ายมาตรฐาน — ความถี่ต่ำกว่า 10 MHz ใช้ LSB ความถี่สูงกว่าใช้ USB เป็นธรรมเนียมที่ยึดถือกันมาจนวันนี้ ไม่มีเหตุผลทางเทคนิคตายตัว แค่เป็นข้อตกลงร่วมของวงการ
RTTY Radio Teletype พิมพ์ข้อความผ่านคลื่นวิทยุ
Émile Baudot เสมียนโทรเลขชาวฝรั่งเศส คิดรหัส 5 บิตขึ้นในปี 1870 สำหรับเครื่องพิมพ์โทรเลข ใช้แทนมอร์สได้เร็วกว่าเพราะพิมพ์ออกมาเป็นตัวอักษรทันทีไม่ต้องแปลรหัสด้วยหู กองทัพและสำนักข่าวนำไปใช้จริงจังตั้งแต่ทศวรรษ 1930
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องเทเลไทป์ทหารส่วนเกินถูกปล่อยขายเป็นสินค้ามือสองจำนวนมาก นักวิทยุสมัครเล่นในปี 1946 จึงเริ่มนำมาต่อกับเครื่องรับส่ง กลายเป็นโหมดข้อมูลแรกของวงการ ก่อนยุคคอมพิวเตอร์เสียอีก
ฟังก์ชันหน้าปัทม์
ปุ่มที่แก้ปัญหาที่คนอื่นเจอมาก่อนRIT Receiver Incremental Tuning ขยับ "ฟัง" โดยไม่ขยับ "ส่ง"
เมื่อ SSB เริ่มแพร่หลาย ปัญหาใหม่ก็โผล่มา — แต่ละคนจูนเสียงให้ "เป็นธรรมชาติ" ไม่เท่ากัน ทำให้คู่สนทนาฟังดูเสียงสูงเกินหรือทุ้มเกิน ผู้ผลิตหลายเจ้าจึงเพิ่มปุ่มที่ขยับความถี่รับได้เล็กน้อยโดยไม่ไปยุ่งกับความถี่ส่ง ให้ผู้ฟังปรับเสียงคู่สนทนาให้เป็นธรรมชาติได้เองโดยไม่ทำให้ตัวเองเพี้ยนไปจากช่องเดิม
CW-R CW Reverse สลับข้าง sideband ตอนรับ CW
การรับ CW จริงๆ ก็คือการฟังเสียง "บี๊บ" ที่เกิดจากการผสมสัญญาณกับความถี่อ้างอิงภายในเครื่อง (คล้ายหลักการ heterodyne ที่ Fessenden กับ Armstrong วางรากฐานไว้) ปัญหาคือบางครั้งมีสัญญาณรบกวนแอบแฝงอยู่อีกฝั่งของ sideband พอดี CW-R จึงเป็นปุ่มให้สลับไปฟังอีกฝั่งแทน เพื่อหลบสัญญาณรบกวนนั้นโดยไม่ต้องขยับความถี่จริง
NB Noise Blanker ตัดเสียง "แชะ" จากสัญญาณรบกวน
สัญญาณรบกวนแบบพัลส์สั้นๆ (เช่น จากระบบจุดระเบิดรถยนต์ หรือไฟฟ้าสถิต) ดังแชะรบกวนหูมาก วิศวกรจากหลายบริษัทต่างจดสิทธิบัตรวงจรที่คอย "ตรวจจับพัลส์แล้วปิดเสียงชั่วขณะเสี้ยววินาที" ก่อนเปิดกลับมาทันที ไม่มีใครคนเดียวเป็นเจ้าของไอเดียนี้ เป็นการแข่งกันพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นฟังก์ชันมาตรฐานในเครื่องรับส่งแทบทุกรุ่น
NR Noise Reduction DSP กรองเสียงพื้นหลังแบบต่อเนื่อง
ต่างจาก NB ที่ตัดพัลส์สั้นๆ NR คือการประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (DSP) แบบต่อเนื่องเพื่อกรองเสียงพื้นหลังแบบกระจายตัว (เช่น เสียงซ่าจากชั้นบรรยากาศ) ออกไป ฟีเจอร์นี้เกิดขึ้นได้จริงจังก็ต่อเมื่อชิป DSP ราคาถูกพอจะใส่ในเครื่องรับส่งภาคประชาชนได้ในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา — เป็นผลพวงของยุคเซมิคอนดักเตอร์ ไม่ใช่การค้นพบของคนคนเดียว
BIAS-T Bias Tee ส่งไฟเลี้ยงกับ RF ไปในสายเดียว
Bias-Tee เป็นวงจรง่ายๆ (ตัวเหนี่ยวนำ + ตัวเก็บประจุ) ที่ยืมมาจากวงการวิศวกรรม RF ทั่วไป ใช้แยกกระแสตรง (DC) กับสัญญาณความถี่วิทยุ (RF) ให้เดินทางไปในสายโคแอกซ์เส้นเดียวกันได้โดยไม่รบกวนกัน
สำหรับนักวิทยุ มันมีประโยชน์มากตอนต้องส่งไฟเลี้ยงไปให้ปรีแอมป์หรือตัวหมุนเสาที่ติดอยู่บนยอดเสาอากาศสูงๆ โดยไม่ต้องเดินสายไฟเส้นที่สองขึ้นไปให้ยุ่งยาก — ไม่มีเรื่องราวดราม่า แต่เป็นเครื่องมือที่ประหยัดแรงงานได้มหาศาล