GLOSSARY · e25vbe.radio

ตัวย่อที่คุณเห็นทุกวัน
มีที่มาทั้งนั้น

บนหน้าปัทม์เครื่องรับส่งของคุณ มีปุ่มและตัวย่อที่คุณกดโดยไม่ทันคิดว่ามันมาจากไหน — บางตัวมีคนคนหนึ่งทุ่มทั้งชีวิตกว่าจะเกิดขึ้น บางตัวค่อยๆ วิวัฒนาการมาจากหลายบริษัทแก้ปัญหาเดียวกัน กดที่แต่ละคำเพื่อดูที่มาครับ

← กลับไปที่เส้นเวลาหลัก ที่มาของ Motorola, Kenwood, HP... →

โหมดสัญญาณ

วิธี "เข้ารหัส" เสียง/ข้อมูลลงคลื่น
กลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีคนคนเดียวหรือทีมเล็กๆ ที่ผลักดันจนสำเร็จ — ทวนกับตอนที่เกี่ยวข้องในเส้นเวลาหลักได้
+ MORSE รหัสมอร์ส จุด-ขีด แทนตัวอักษร
1830s–40s · สหรัฐอเมริกา

Samuel F. B. Morse จิตรกรที่ผันตัวมาเป็นนักประดิษฐ์ คิดรหัสจุด-ขีดนี้ขึ้นสำหรับโทรเลขไฟฟ้า (ก่อนวิทยุจะถือกำเนิดด้วยซ้ำ) โดยให้ตัวอักษรที่ใช้บ่อยในภาษาอังกฤษมีรหัสสั้นที่สุด เช่น E คือจุดเดียว

เมื่อวิทยุเกิดขึ้นทีหลัง รหัสนี้ถูกยกมาใช้ทันทีเพราะส่งง่ายที่สุดผ่านสัญญาณ spark-gap ที่มีแต่ "มี-ไม่มี" คลื่น กลายเป็นภาษาสากลของนักวิทยุมานานกว่า 180 ปี

+ CW Continuous Wave คลื่นต่อเนื่อง คีย์มอร์สแบบสะอาด
ฤดูใบไม้ร่วง 1906 · Brant Rock, Massachusetts

ขณะที่ Marconi และวงการยังยึดติดกับคลื่นประกายไฟ (damped wave) ที่แผ่กว้างและรบกวนกันง่าย Reginald Fessenden เชื่อว่าคลื่นแบบ "ต่อเนื่องสม่ำเสมอ" จะดีกว่ามาก เขาให้ Ernst Alexanderson วิศวกรหนุ่มที่ GE สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าความถี่สูงพิเศษ (alternator) ที่หมุนเร็วจนวิศวกรคนอื่นบอกว่าเป็นไปไม่ได้ โรเตอร์จะระเบิดคาแกน

ผลลัพธ์คือคลื่นที่คมกริบและนิ่ง กลายเป็นพื้นฐานของการคีย์มอร์สแบบที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่ AM ด้วย

+ AM Amplitude Modulation ผสมเสียงเข้ากับ "ความสูง" ของคลื่น
24 ธ.ค. 1906 · Brant Rock, Massachusetts

เมื่อ Fessenden มีคลื่นต่อเนื่อง (CW) ที่นิ่งพอแล้ว ขั้นต่อไปคือการ "ปั้น" ความสูงของคลื่นให้ตามรูปคลื่นเสียง คืนคริสต์มาสอีฟปี 1906 เขาส่งเสียงไวโอลินและเสียงพูดของตัวเองออกอากาศ เป็นครั้งแรกที่โลกได้ยินเสียงมนุษย์ผ่านคลื่นวิทยุ — จุดเริ่มต้นของทุกสถานีวิทยุกระจายเสียง AM ทั่วโลก

+ FM Frequency Modulation ผสมเสียงเข้ากับ "ความถี่" ของคลื่น
1933–1954 · Edwin Armstrong

Edwin Armstrong ผู้คิดค้น Superheterodyne เกือบ 20 ปีก่อนหน้า ไม่หยุดแค่นั้น เขาคิดระบบ FM ที่ให้เสียงใสไร้สัญญาณรบกวน แต่ RCA มองว่าเป็นภัยต่อธุรกิจเดิม กีดกันจนเกิดคดีสิทธิบัตรยาวนานที่ทำให้ Armstrong สูญเสียแทบทุกอย่าง จนจบชีวิตตัวเองในปี 1954

ปีต่อมาศาลตัดสินให้เขาชนะ FM กลายเป็นมาตรฐานเสียงคุณภาพสูงที่อยู่ในวิทยุรถของคุณและเครื่องรับส่งมือถือทุกเครื่องมาจนถึงวันนี้ (อ่านเรื่องเต็มได้ในเส้นเวลาหลัก)

+ LSB / USB Lower / Upper Sideband ตัด carrier กับอีกครึ่งคลื่นทิ้ง
1915 (ทฤษฎี) → 1950s–60s (นิยมในหมู่ hams)

สัญญาณ AM ปกติสิ้นเปลืองมาก เพราะพลังงานส่วนใหญ่ไปอยู่ที่ carrier ซึ่งไม่มีข้อมูลอะไรเลย ปี 1915 John Renshaw Carson วิศวกรของ AT&T พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่าตัด carrier กับครึ่งคลื่นทิ้งไปเลยก็ยังส่งข้อมูลได้ครบ ประหยัดทั้งกำลังส่งและแบนด์วิดท์

กองทัพอากาศสหรัฐฯ นำไปใช้กับเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกลช่วงทศวรรษ 1950 ก่อนจะแพร่เข้าสู่วงการ hams จนกลายเป็นค่ายมาตรฐาน — ความถี่ต่ำกว่า 10 MHz ใช้ LSB ความถี่สูงกว่าใช้ USB เป็นธรรมเนียมที่ยึดถือกันมาจนวันนี้ ไม่มีเหตุผลทางเทคนิคตายตัว แค่เป็นข้อตกลงร่วมของวงการ

+ RTTY Radio Teletype พิมพ์ข้อความผ่านคลื่นวิทยุ
1870 (รหัส) → 1946 (hams เริ่มใช้)

Émile Baudot เสมียนโทรเลขชาวฝรั่งเศส คิดรหัส 5 บิตขึ้นในปี 1870 สำหรับเครื่องพิมพ์โทรเลข ใช้แทนมอร์สได้เร็วกว่าเพราะพิมพ์ออกมาเป็นตัวอักษรทันทีไม่ต้องแปลรหัสด้วยหู กองทัพและสำนักข่าวนำไปใช้จริงจังตั้งแต่ทศวรรษ 1930

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องเทเลไทป์ทหารส่วนเกินถูกปล่อยขายเป็นสินค้ามือสองจำนวนมาก นักวิทยุสมัครเล่นในปี 1946 จึงเริ่มนำมาต่อกับเครื่องรับส่ง กลายเป็นโหมดข้อมูลแรกของวงการ ก่อนยุคคอมพิวเตอร์เสียอีก

ฟังก์ชันหน้าปัทม์

ปุ่มที่แก้ปัญหาที่คนอื่นเจอมาก่อน
กลุ่มนี้ไม่มีฮีโร่คนเดียว — เป็นวิศวกรรมที่ค่อยๆ ดีขึ้นจากหลายผู้ผลิตแข่งกันแก้ปัญหาเดียวกัน จึงเล่าตามที่เป็นจริง ไม่ผูกกับชื่อใครคนหนึ่ง
+ RIT Receiver Incremental Tuning ขยับ "ฟัง" โดยไม่ขยับ "ส่ง"
ปลาย 1960s – ต้น 1970s

เมื่อ SSB เริ่มแพร่หลาย ปัญหาใหม่ก็โผล่มา — แต่ละคนจูนเสียงให้ "เป็นธรรมชาติ" ไม่เท่ากัน ทำให้คู่สนทนาฟังดูเสียงสูงเกินหรือทุ้มเกิน ผู้ผลิตหลายเจ้าจึงเพิ่มปุ่มที่ขยับความถี่รับได้เล็กน้อยโดยไม่ไปยุ่งกับความถี่ส่ง ให้ผู้ฟังปรับเสียงคู่สนทนาให้เป็นธรรมชาติได้เองโดยไม่ทำให้ตัวเองเพี้ยนไปจากช่องเดิม

+ CW-R CW Reverse สลับข้าง sideband ตอนรับ CW
ยุคเครื่องรับส่งดิจิทัล/DSP

การรับ CW จริงๆ ก็คือการฟังเสียง "บี๊บ" ที่เกิดจากการผสมสัญญาณกับความถี่อ้างอิงภายในเครื่อง (คล้ายหลักการ heterodyne ที่ Fessenden กับ Armstrong วางรากฐานไว้) ปัญหาคือบางครั้งมีสัญญาณรบกวนแอบแฝงอยู่อีกฝั่งของ sideband พอดี CW-R จึงเป็นปุ่มให้สลับไปฟังอีกฝั่งแทน เพื่อหลบสัญญาณรบกวนนั้นโดยไม่ต้องขยับความถี่จริง

+ NB Noise Blanker ตัดเสียง "แชะ" จากสัญญาณรบกวน
พัฒนาต่อเนื่อง ทศวรรษ 1960s–80s

สัญญาณรบกวนแบบพัลส์สั้นๆ (เช่น จากระบบจุดระเบิดรถยนต์ หรือไฟฟ้าสถิต) ดังแชะรบกวนหูมาก วิศวกรจากหลายบริษัทต่างจดสิทธิบัตรวงจรที่คอย "ตรวจจับพัลส์แล้วปิดเสียงชั่วขณะเสี้ยววินาที" ก่อนเปิดกลับมาทันที ไม่มีใครคนเดียวเป็นเจ้าของไอเดียนี้ เป็นการแข่งกันพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นฟังก์ชันมาตรฐานในเครื่องรับส่งแทบทุกรุ่น

+ NR Noise Reduction DSP กรองเสียงพื้นหลังแบบต่อเนื่อง
แพร่หลายตั้งแต่ทศวรรษ 1990s

ต่างจาก NB ที่ตัดพัลส์สั้นๆ NR คือการประมวลผลสัญญาณดิจิทัล (DSP) แบบต่อเนื่องเพื่อกรองเสียงพื้นหลังแบบกระจายตัว (เช่น เสียงซ่าจากชั้นบรรยากาศ) ออกไป ฟีเจอร์นี้เกิดขึ้นได้จริงจังก็ต่อเมื่อชิป DSP ราคาถูกพอจะใส่ในเครื่องรับส่งภาคประชาชนได้ในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา — เป็นผลพวงของยุคเซมิคอนดักเตอร์ ไม่ใช่การค้นพบของคนคนเดียว

+ BIAS-T Bias Tee ส่งไฟเลี้ยงกับ RF ไปในสายเดียว
เทคนิควิศวกรรม RF ทั่วไป ไม่ผูกกับวิทยุสมัครเล่นโดยเฉพาะ

Bias-Tee เป็นวงจรง่ายๆ (ตัวเหนี่ยวนำ + ตัวเก็บประจุ) ที่ยืมมาจากวงการวิศวกรรม RF ทั่วไป ใช้แยกกระแสตรง (DC) กับสัญญาณความถี่วิทยุ (RF) ให้เดินทางไปในสายโคแอกซ์เส้นเดียวกันได้โดยไม่รบกวนกัน

สำหรับนักวิทยุ มันมีประโยชน์มากตอนต้องส่งไฟเลี้ยงไปให้ปรีแอมป์หรือตัวหมุนเสาที่ติดอยู่บนยอดเสาอากาศสูงๆ โดยไม่ต้องเดินสายไฟเส้นที่สองขึ้นไปให้ยุ่งยาก — ไม่มีเรื่องราวดราม่า แต่เป็นเครื่องมือที่ประหยัดแรงงานได้มหาศาล