จากประกายไฟ สู่ปลายนิ้วสัมผัส
วันนี้คุณจิ้มปุ่มเดียวแล้ววิทยุมือถือก็รับ-ส่งได้ทุกความถี่ในเสี้ยววินาที เบื้องหลังความสะดวกนั้นคือมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ทุ่มเงิน ทุ่มเวลา และทุ่มชื่อเสียงของตัวเองลงไปนานกว่า 100 ปี เพื่อทลายปัญหาทีละข้อ — เลื่อนลงเพื่อไล่ตามเส้นทางนั้นไปด้วยกัน
สมการที่ยังไม่มีใครเชื่อ
James Clerk Maxwell เสนอสมการที่ทำนายว่าแสง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และสิ่งที่ต่อมาจะกลายเป็น "คลื่นวิทยุ" เป็นปรากฏการณ์เดียวกัน แต่มันยังเป็นแค่คณิตศาสตร์ล้วนๆ บนกระดาษ — ไม่มีใครเคยเห็น จับต้อง หรือพิสูจน์ได้ว่ามันมีอยู่จริง
โลกทั้งใบยังไม่รู้ว่ากำลังนั่งอยู่ท่ามกลางคลื่นที่มองไม่เห็นนี้ ต้องรออีกกว่า 20 ปี กว่าจะมีใครกล้าลองพิสูจน์ทฤษฎีนี้ในห้องทดลองจริง
ประกายไฟที่กระโดดข้ามห้อง
Heinrich Hertz สร้างขดลวดเหนี่ยวนำกับลูกบอลทองเหลืองสองชุดวางคนละฝั่งห้อง เมื่อจุดประกายไฟที่ฝั่งหนึ่ง อีกฝั่งก็เกิดประกายไฟตามโดยไม่มีสายเชื่อมถึงกันเลย — เขาเพิ่งพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีอยู่จริง และเดินทางได้โดยไม่ต้องใช้สาย
แต่ Hertz เองกลับมองว่ามันไม่มีประโยชน์เชิงปฏิบัติใดๆ เขาพูดกับลูกศิษย์เพียงว่า นี่แค่พิสูจน์ว่า Maxwell คิดถูกเท่านั้น ไม่มีใครในตอนนั้นจินตนาการออกว่าสักวันมนุษย์จะใช้คลื่นนี้คุยกันข้ามโลก
จุดเริ่มต้นระฆังที่สั่นจากคลื่นมิลลิเมตร
Jagadish Chandra Bose นักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดีย ข้ามไปเล่นความถี่สูงกว่าใครในยุคนั้นมาก เขาสร้างและส่งคลื่นในย่านที่สูงถึงระดับ 60 GHz ได้สำเร็จ ใช้สั่นระฆังและจุดชนวนดินปืนข้ามผนังห้อง พร้อมคิดค้นอุปกรณ์นำคลื่น (waveguide) และสายอากาศทรงแตร (horn antenna) รุ่นแรกของโลก
สิ่งที่ทำให้ Bose ต่างจากคนอื่นคือ เขาไม่ได้จดสิทธิบัตรสิ่งที่ค้นพบ เพราะเชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ควรเป็นสมบัติของทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง
การทดลองแรกสุด — ปืนนัดเดียวข้ามเนินเขา
ก่อนความสำเร็จข้ามแอตแลนติกอันโด่งดัง Marconi วัย 21 ปี เริ่มทดลองในห้องใต้หลังคาของ Villa Griffone บ้านพักตากอากาศของครอบครัวใกล้เมือง Bologna ระยะแรกทำได้แค่สั่นกระดิ่งข้ามห้อง เขาไม่ยอมหยุด ค่อยๆ ขยับระยะออกไปทีละนิด จากห้อง สู่ทางเดิน สู่สนามหญ้า
ฤดูร้อนปี 1895 เขาส่ง Alfonso พี่ชาย พร้อมช่างไม้ประจำบ้าน ถือเครื่องรับเดินข้ามเนิน Celestini ไปอีกฝั่งหนึ่ง ห่างออกไปราว 2 กิโลเมตร โดยมองไม่เห็นกันเลยเพราะมีภูเขากั้นอยู่ ช่วงแรกยืนยันผลด้วยการโบกผ้าเช็ดหน้า พอระยะไกลขึ้นจนมองไม่เห็นกัน จึงเปลี่ยนมาใช้เสียงปืน — Marconi กดคีย์ส่งสัญญาณจากห้องใต้หลังคา ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงปืนนัดหนึ่งดังก้องกลับมาจากอีกฝั่งเนิน ยืนยันว่าได้รับสัญญาณแล้วจริง
นั่นคือหลักฐานแรกที่พิสูจน์ว่าคลื่นวิทยุเดินทางทะลุสิ่งกีดขวางได้ ไม่ใช่แค่วิ่งเป็นเส้นตรงในห้องแล็บเหมือนที่ Hertz เคยทำ หกปีให้หลัง ความมั่นใจจากปืนนัดนั้นจะพาเขาไปสู่ความพยายามข้ามมหาสมุทรทั้งใบ
จุดเริ่มต้นก่อนข้ามโลกเสาอากาศ 20 ต้น ที่ล้มสองรอบ
Guglielmo Marconi ทุ่มทุนมหาศาลสร้างเสาอากาศวงแหวน 20 ต้น สูงกว่า 60 เมตรที่ Poldhu นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากในยุคนั้นฟันธงว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกกลม คลื่นวิทยุน่าจะวิ่งเป็นเส้นตรงหลุดขอบฟ้าไปในอวกาศ ไม่มีทางเดินทางข้ามมหาสมุทรได้
17 กันยายน 1901 พายุถล่มเสาทั้ง 20 ต้นพังราบ พฤศจิกายนปีเดียวกัน สถานีคู่แฝดที่ Cape Cod ฝั่งอเมริกาก็พังซ้ำ Marconi ไม่ถอย เขาสร้างเสาอากาศแบบง่ายทดแทน ย้ายจุดรับสัญญาณไปที่ Newfoundland และใช้ว่าวชักลวดขึ้นฟ้าแทนเสาที่หายไป
12 ธันวาคม 1901 เขาได้ยินเสียง Morse code ตัวอักษร S ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจริง — ระยะทางกว่า 3,000 กิโลเมตร
หลังความสำเร็จนี้ นักวิทยาศาสตร์เริ่มถามคำถามใหม่ — คลื่นวิ่งเป็นเส้นตรง แล้วมันข้ามขอบฟ้าโค้งของโลกไปได้อย่างไร ปี 1902 Oliver Heaviside และ Arthur Kennelly ต่างเสนอคำอธิบายแยกกันว่า น่าจะมีชั้นบรรยากาศไอออนไนซ์อยู่เบื้องบนที่คอยสะท้อนคลื่นกลับลงมา ภายหลังถูกเรียกว่าชั้น Kennelly-Heaviside หรือ ionosphere — ตอนนั้นแทบไม่มีใครในวงวิชาการเชื่อ Heaviside ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสันโดษและแปลกแยกจากวงการ แต่สมการของเขาอธิบายปรากฏการณ์ที่ Marconi เพิ่งค้นพบได้อย่างแม่นยำ
พิสูจน์ว่าโลกกลมไม่ใช่อุปสรรคคืนที่โลกได้ยิน "เสียงพูด" ทางวิทยุเป็นครั้งแรก
ก่อนหน้านี้โลกมีแต่วิทยุที่ส่งได้แค่รหัส Morse ตี๊ด-ต่อ Reginald Fessenden เชื่อสุดใจว่าคลื่นวิทยุส่งเสียงพูดและดนตรีได้จริง เขาพัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าความถี่สูง (alternator) ที่แทบไม่มีใครเชื่อว่าจะสร้างได้จริง กว่าจะถึงจุดนี้เขาล้มละลายมาแล้วหลายครั้ง เคยถูกนักลงทุนของตัวเองไล่ออกจากบริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นมากับมือ
คืนวันคริสต์มาสอีฟปี 1906 นักวิทยุโทรเลขที่กำลังฟังรหัส Morse อยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ต้องแปลกใจเมื่อจู่ๆ มีเสียงไวโอลินและเสียงพูดของ Fessenden ลอยออกมาจากหูฟังแทนเสียงตี๊ด — เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์ส่งเสียงพูดและเพลงผ่านคลื่นวิทยุได้สำเร็จ จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของ "วิทยุกระจายเสียง"
จากรหัสตี๊ด สู่เสียงพูดโศกนาฏกรรมที่บังคับให้คลื่นต้องแยกช่อง
เรือ Titanic อับปาง ท่ามกลางความสับสนของคลื่นวิทยุที่ปนกันไปหมด สถานีรอบข้างหลายแห่งไม่สามารถแยกสัญญาณขอความช่วยเหลือจากสัญญาณพาณิชย์ทั่วไปได้ทันเวลา
หลังเหตุการณ์นี้ สหรัฐฯ ออก Radio Act 1912 กำหนดให้มีความถี่ฉุกเฉินแยกต่างหากอย่างชัดเจน และเริ่มเข้าควบคุมย่านความถี่วิทยุอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ไล่ไปอยู่ "ย่านขยะ" 200 เมตร
กฎหมายใหม่ไล่นักวิทยุสมัครเล่นทั้งหมดไปอยู่ที่ความถี่เดียว คือ 200 เมตร ซึ่งในยุคนั้นถูกมองว่าไร้ประโยชน์ ไม่มีหน่วยงานไหนอยากได้ เพราะเชื่อกันว่าคลื่นสั้นแบบนี้ไปได้ไม่ไกล
Hiram Percy Maxim และ Clarence Tuska ไม่ยอมให้ชุมชนนักวิทยุที่กระจัดกระจายต้องสูญหายไปกับกฎที่บีบให้พวกเขาไร้ที่ยืน พวกเขาก่อตั้ง American Radio Relay League (ARRL) ขึ้นในปี 1914 เพื่อรวมนักวิทยุที่ถูกลืมให้กลายเป็นเครือข่ายเดียวกัน
ซ่อนตัวในสนามเพลาะ คิดวงจรที่เปลี่ยนโลก
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 Edwin Howard Armstrong รับราชการเป็นนายทหารสื่อสาร เผชิญปัญหาเครื่องรับ TRF ที่ต้องบิดปุ่มจูนหลายปุ่มพร้อมกัน หากพลาดแม้มิลลิเมตรเดียว วงจรจะหวีดหวิวบาดหู และเมื่อเครื่องร้อนขึ้น ความถี่ก็หลุดหายไปเฉยๆ
เขาคิดค้นวงจร Superheterodyne — นำความถี่ที่รับเข้ามาไปผสมกับความถี่ที่สร้างขึ้นเองภายในเครื่อง (Local Oscillator) เพื่อทอนทุกอย่างให้เหลือความถี่กลาง (IF) ค่าเดียวที่คงที่ วงจรนี้กลายเป็นหัวใจของเครื่องรับวิทยุแทบทุกเครื่องบนโลก จนถึงทุกวันนี้
ราชาฝั่งรับเงินเหลือ 33 ดอลลาร์ กับกฎหมายที่จะฆ่าวงการ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ใบอนุญาตวิทยุสมัครเล่นทั้งหมดถูกยกเลิก ARRL แทบล้มละลาย บัญชีธนาคารเหลือเงินอยู่เพียง 33 ดอลลาร์ ขณะเดียวกันมีร่างกฎหมายกำลังจะปิดกั้นคลื่นวิทยุสมัครเล่นอย่างถาวร
Hiram Percy Maxim ควักเงินส่วนตัวและระดมนักวิทยุทั่วประเทศให้เขียนจดหมายหลายพันฉบับส่งถึงสภาคองเกรส จนในที่สุดคว่ำร่างกฎหมายนั้นได้สำเร็จ — วงการที่แทบไม่เหลืออะไรเลย รอดมาได้ด้วยความทุ่มเทของคนคนเดียว
เสียงที่ข้ามมหาสมุทรจากย่านที่ถูกทิ้ง
ทีม 1BCG จาก Greenwich, Connecticut ทดลองส่งสัญญาณด้วยคลื่นสั้นในย่านที่เคยถูกไล่ไปอยู่และถูกมองว่าไร้ค่า Paul Godley เดินทางไปตั้งเครื่องรับที่สกอตแลนด์เพื่อดักฟัง
เขาได้ยินสัญญาณจริง — เป็นครั้งแรกที่พิสูจน์ว่าคลื่นสั้นเดินทางข้ามมหาสมุทรได้ไกลกว่าที่ทุกคนในวงการเชื่อกันมาตลอด ย่านที่ถูกทิ้งกลับกลายเป็นกุญแจสำคัญ
สองชั่วโมงที่เปลี่ยนโลก — เมื่อมหาสมุทรแอตแลนติกหดเหลือแค่แอ่งน้ำ
ท่ามกลางความเงียบสงบในยามค่ำคืนอันหนาวเย็น อบอวลด้วยกลิ่นโอโซนจากหลอดสุญญากาศแรงสูง Léon Deloy (8AB) นั่งอยู่หน้าเครื่องส่งทำเองในเมือง Nice ประเทศฝรั่งเศส บนความถี่ 110 เมตร — ย่านคลื่นสั้นที่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญยุคนั้นต่างฟันธงว่าเป็นไปไม่ได้ทางทฤษฎี
Deloy กดคีย์ส่งรหัสมอร์สสัญญาณ "A A A" ข้ามความมืดเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก ห่างออกไปกว่า 3,500 ไมล์ ที่เมือง Hartford รัฐคอนเนตทิคัต Fred Schnell (1MO) สวมหูฟังทรงโบราณพร้อมดินสอในมือ ทันใดนั้น เสียงรหัสมอร์สโทนสูง ใส และชัดเจนระดับ S8-S9 ก็ดังสนั่นขึ้นในหูฟังทลายความเงียบ:
Schnell สับสวิตช์เครื่องส่งและเคาะคีย์ตอบกลับทันที! นานเกือบ 2 ชั่วโมงเต็มที่ทั้งสองฝั่งสื่อสารตอบโต้กันอย่างลื่นไหล ราวกับนั่งคุยกันข้ามรั้วบ้าน ก่อนที่ John Reinartz (1XAM) จะเข้าร่วมแจมในคืนเดียวกัน — นี่คือการสื่อสารสองทาง (2-Way Contact) ข้ามมหาสมุทรครั้งแรกในประวัติศาสตร์บนย่านคลื่นสั้น
ข่าวนี้ระบาดไปทั่ววงการราวกับไฟลามป่า ในสัปดาห์ต่อมา นักวิทยุหลายพันคนทั่วโลกต่างพากันปีนขึ้นหลังคาบ้านกลางฤดูหนาวเพื่อตัดสายอากาศให้สั้นลง ยึด "ย่านขยะ" ที่ถูกทอดทิ้ง มาเปลี่ยนเป็นอัญมณีล้ำค่าที่สุดของโลกการสื่อสารมาจนถึงวันนี้
จุดพลิกผันของวงการ · QST Jan 1924สายอากาศที่ทำให้คลื่นสั้นใช้งานได้จริง
คลื่นสั้นที่เพิ่งพิสูจน์ตัวเองในปี 1923 มีข้อแลกเปลี่ยนอยู่อย่างหนึ่ง คือกำลังส่งต่ำ ต้องอาศัยสายอากาศที่รวมพลังงานไปทิศทางเดียวให้เข้มข้นถึงจะใช้งานได้ไกลจริง Shintaro Uda นักศึกษาที่ Tohoku Imperial University ทดลองอย่างหนักต่อยอดจากแนวคิดของอาจารย์ Hidetsugu Yagi จนได้สายอากาศแบบใหม่ที่ใช้ element ขนานกันหลายต้นเพื่อรวมพลังงานคลื่นไปทางเดียว
งานตีพิมพ์ปี 1926 ถูกตั้งชื่อว่าสายอากาศ Yagi-Uda ตามธรรมเนียมที่อาจารย์มักได้เครดิตนำหน้าลูกศิษย์ ทั้งที่ Uda เป็นคนลงมือทดลองและพัฒนารายละเอียดส่วนใหญ่ด้วยตัวเอง สายอากาศแบบนี้กลายเป็นมาตรฐานของวงการวิทยุสมัครเล่นและโทรทัศน์ทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้ รวมถึงหลังคาบ้านหลายหลังในไทยที่ยังมีสายอากาศทรงนี้ติดอยู่
เครดิตในวงการวิทยาศาสตร์ไม่เสมอไปไล่ล่าความถี่ที่ไหลหนีตามความร้อน
Arthur Collins ไม่พอใจที่วงจรกำเนิดความถี่แบบปรับได้ (VFO) ยุคนั้น ความถี่ "ไหล" ไปเรื่อยๆ ตามความร้อนที่แผ่จากหลอดสุญญากาศ เพื่อนสมาชิกที่ฟังอยู่ต้องคอยหมุนปุ่มตามล่าหาคลื่นที่หนีไปตลอดเวลา
เขาใช้เวลาหลายปีคำนวณอัตราการขยายตัวทางความร้อนของโลหะแต่ละชนิด ออกแบบ PTO (Permeability Tuned Oscillator) จนได้ความถี่ที่นิ่งสนิทเหมือนล็อกด้วยแร่ควอทซ์ ความเนี้ยบระดับนี้ทำให้วิทยุ Collins กลายเป็นมาตรฐานที่ NASA เลือกใช้ในภารกิจ Apollo
ทฤษฎีที่มาก่อนกาล ถูกแช่แข็งไว้ 34 ปี
Henri de Bellescize วิศวกรชาวฝรั่งเศส ตีพิมพ์แนวคิด "การรับสัญญาณแบบซิงโครนัส" ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของทฤษฎี Phase-Locked Loop (PLL) เป็นครั้งแรกของโลก — วงจรที่เปรียบเทียบเฟสของคลื่นสองคลื่น แล้วบังคับให้เต้นจังหวะตรงกัน
แต่ยุคนั้นมีแค่หลอดสุญญากาศ การสร้างวงจรจริงต้องใช้หลอดหลายสิบหลอด เทอะทะ กินไฟมหาศาล ไอเดียนี้จึงถูกดองไว้นานหลายทศวรรษ ทำได้เพียงหน้าที่เล็กๆ อย่างควบคุมสัญญาณซิงค์ภาพในโทรทัศน์ขาวดำเท่านั้น
ราชาผู้เดิมพันทั้งชีวิตเพื่อสิ่งที่เชื่อ
เกือบ 20 ปีหลัง Superheterodyne Armstrong ยังไม่หยุด ปี 1933 เขาคิดค้นระบบ FM (Frequency Modulation) ที่ให้เสียงใสกว่าและปลอดสัญญาณรบกวนกว่าคลื่น AM แบบเดิมมาก เขาลงทุนสร้างสถานีทดลอง W2XMN ด้วยเงินตัวเองทั้งหมด
แต่ RCA ซึ่งลงทุนมหาศาลไปกับระบบเดิม มองว่า FM เป็นภัยคุกคาม จึงกีดกันไม่ให้ FM ได้รับการยอมรับ และเปิดฉากสู้คดีสิทธิบัตรกับ Armstrong ยาวนานหลายปี เขาทุ่มทรัพย์สินเกือบทั้งหมดของตัวเองสู้คดีเพื่อปกป้องสิ่งที่เชื่อว่าถูกต้อง จนถึงปี 1954 เมื่อหมดทั้งเงินและกำลังใจ เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลง
ปีต่อมา ภรรยาของเขาเดินหน้าสู้คดีต่อจนศาลตัดสินให้ Armstrong เป็นฝ่ายชนะ FM กลายเป็นมาตรฐานเสียงคุณภาพสูงที่ใช้กันทั่วโลกมาจนถึงวันนี้ รวมถึงวิทยุ FM ในรถของคุณเอง — ราคาที่เขาจ่ายไปนั้น ไม่มีตัวเลขใดตีค่าได้
ทุ่มทั้งชีวิตเพื่อสิ่งที่เชื่อเมื่อตู้เหล็กสองใบต้องกลายเป็นหนึ่ง
นักวิทยุยุคนั้นยังต้องมีเครื่องรับกับเครื่องส่งแยกกันคนละตู้บนโต๊ะ ทุกครั้งที่เปลี่ยนความถี่ ต้องจูนเครื่องรับหาคู่สนทนาก่อน แล้วย้ายมือไปหมุนเครื่องส่งให้ตรงกันเอง โดยฟังเสียงตัวเองออกอากาศเพื่อเช็คว่าตรงหรือยัง
วิศวกรเริ่มออกแบบวงจรสองทิศทางที่ใช้ VFO ชุดเดียวกันทำงานได้ทั้งรับและส่ง จนกำเนิดเป็น "Transceiver" — หมุนปุ่ม Dial เพียงปุ่มเดียว ทั้งหูที่ฟังและปากที่พูดก็ล็อกตรงกันทันที
ปลุกทฤษฎีที่หลับไหลให้ตื่นบนแผ่นซิลิคอน
Floyd Gardner ตีพิมพ์ตำรา Phaselock Techniques ถอดรหัสคณิตศาสตร์ของ PLL ให้กลายเป็นแบบจำลองที่วิศวกรนำไปสร้างจริงได้ ปัญหาที่เหลือคือการควบคุม "Losing Lock" และสัญญาณรบกวนเฟส ซึ่งกลายเป็นศิลปะขั้นสูงของการออกแบบวงจรกรองป้อนกลับ
ไม่นานหลังจากนั้น Signetics ผลิตชิป NE565 บรรจุวงจรเปรียบเทียบเฟส, VCO และตัวหารความถี่ดิจิทัลลงในชิปเดียว ทำให้สังเคราะห์ความถี่นับพันช่องสัญญาณได้จากแร่ควอทซ์อ้างอิงเพียงก้อนเดียว
จิ้มปุ่มเดียว
เมื่อเราหยิบวิทยุมือถือตัวจิ๋วขึ้นมา หมุน Dial หรือกดตัวเลขบนคีย์แพด แล้วรับ-ส่งได้ทุกความถี่ในเสี้ยววินาที — เบื้องหลังตัวเลขดิจิทัลที่ส่องบนหน้าจอ คือมรดกของ Maxwell, Hertz, Bose, Marconi, Armstrong, Maxim, Collins, Bellescize, Gardner และอีกนับไม่ถ้วนที่ไม่มีใครจดชื่อไว้ในประวัติศาสตร์
อยากรู้ที่มาของตัวย่อบนหน้าปัทม์ที่คุณกดทุกวันไหม (CW, LSB/USB, RIT, NB...) →
หรือที่มาของ Motorola, Kenwood, Icom, HP, Rohde & Schwarz และสายอากาศที่คุณใช้ →