111 ปีก่อน มีคนกลุ่มหนึ่งเข็นวงการวิทยุสมัครเล่นขึ้นมาด้วยเงินในกระเป๋า แรงกาย และเวลาในชีวิตของเขาเอง จนพวกเราได้กดคีย์ออกอากาศในวันนี้
ทุกครั้งที่เรายกวิทยุขึ้นขานสัญญาณเรียกขานได้อย่างถูกกฎหมาย เรากำลังยืนอยู่บนเหงื่อและหนี้สินของคนกลุ่มหนึ่งเมื่อกว่าร้อยปีก่อน ที่ยอมเอาเงินส่วนตัว ชื่อเสียง และเวลาทั้งชีวิตไปแลก เพื่อให้ "สิทธิ์ในการทดลองบนคลื่นความถี่" ยังเป็นของประชาชน ไม่ถูกยึดไปเป็นของกองทัพหรือนายทุนจนหมด และคนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดของการต่อสู้นั้น ชื่อ Hiram Percy Maxim
สิ่งที่ทำให้เรื่องของ Maxim จับใจ คือเขา ไม่ได้เป็นเด็กหนุ่มไส้แห้งที่ไม่มีอะไรทำ เขาจบวิศวกรรมเครื่องกลจาก MIT ตั้งแต่ปี 1886 เป็นลูกชายของ Sir Hiram Stevens Maxim ผู้ประดิษฐ์ปืนกล Maxim อันโด่งดัง และตัวเขาเองก็เป็นนักประดิษฐ์ตัวจริง — เป็นผู้คิดค้น ตัวเก็บเสียงปืน (Maxim Silencer) ที่ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของโลก และพัฒนา ท่อเก็บเสียงไอเสีย (muffler) สำหรับเครื่องยนต์ที่เราใช้กันในรถทุกคันจนทุกวันนี้
ชายที่มีชื่อเสียงและฐานะขนาดนี้ กลับเลือกจะมานั่งง่วนอยู่กับเครื่องส่งแบบประกายไฟฟ้า (spark‑gap) ที่ส่งได้ไกลไม่กี่สิบไมล์ เครื่องคู่ใจของเขาชื่อ "Old Betsy" ซึ่งวันนี้ยังตั้งเป็นเกียรติอยู่ที่สำนักงานใหญ่ ARRL เขาเล่นไม่ใช่เพราะอยากเท่ ไม่ใช่เพราะอยากมีหน้ามีตา — แต่เพราะเขาเป็น "ผู้รักในการทดลอง" อย่างแท้จริง ซึ่งคือความหมายดั้งเดิมของคำว่า Amateur
ปี 1914 Maxim อยากส่งข้อความจากเมือง Hartford ไปหาเพื่อนนักวิทยุที่เมือง Springfield แต่กำลังส่งไปไม่ถึง เขาจึงต้องอาศัยนักวิทยุอีกคนที่เมือง Agawam รัฐแมสซาชูเซตส์ ช่วย "รับแล้วส่งต่อ" (relay) ให้ถึงปลายทาง เหตุการณ์เล็ก ๆ นี้จุดประกายความคิดว่า — ถ้าเรารวมสถานีสมัครเล่นทั่วประเทศเข้าเป็น "เครือข่ายลูกข่ายส่งต่อ" ข้อความจะเดินทางได้ไกลกว่าที่ใครคนเดียวจะทำได้
วันที่ 6 เมษายน 1914 เขาเสนอแผนนี้ต่อที่ประชุม Radio Club of Hartford แล้วร่วมกับ Clarence D. Tuska เลขานุการชมรมวัยเพียง 17 ปี ก่อตั้ง American Radio Relay League (ARRL) ขึ้น พวกเขาช่วยกันทำใบสมัครส่งไปหาทุกสถานีเท่าที่นึกออก ภายในเดือนกันยายนปีเดียวกัน มีสถานีเข้าร่วมกว่า 230 แห่ง — ไม่ได้ตั้งเพื่อกำไร แต่ตั้งเพื่อสร้างเครือข่ายที่พร้อมส่งข่าวและช่วยเหลือสังคม
จะเชื่อมนักวิทยุที่กระจายทั่วประเทศเข้าด้วยกันในยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ต้องมีสื่อกลาง เดือน ธันวาคม 1915 Maxim กับ Tuska จึงออกนิตยสาร QST ฉบับแรก (ชื่อ "QST" คือรหัส Q ที่แปลว่า "เรียกทุกสถานี") โดยแบกค่าใช้จ่ายกันเองแทบทั้งหมด
และนี่คือหัวใจ: QST ยุคนั้น ไม่กั๊กวิชา ทุกหน้าคือวงจร Audion การพันสายอากาศ วิธีแก้ปัญหาสัญญาณรบกวน การฝึกรหัสมอส — เป้าหมายชัดเจนคือยกระดับทุกคนที่อ่านให้กลายเป็น "ผู้พัฒนา" ไม่ใช่แค่ "ผู้ใช้งาน" คุณเปิดอ่านฉบับปี 1916 ได้เองด้านล่างหน้านี้ แล้วจะเห็นว่าจิตวิญญาณ "ทำเองแล้วบอกต่อ" มันเข้มข้นแค่ไหน
วันที่ 6 เมษายน 1917 สหรัฐฯ เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 รัฐบาลสั่งให้สถานีวิทยุของเอกชน ถอดรื้อทั้งเครื่องส่งและเครื่องรับ — ยุคนั้นแค่ครอบครองเครื่องที่ใช้การได้ก็ผิดกฎหมาย นักวิทยุสมัครเล่นราว 4,000 คนไปอยู่ในเครื่องแบบ QST หยุดพิมพ์ วงการเงียบสนิท
พอสงครามจบ เรื่องกลับหนักกว่าเดิม กองทัพเรือสหรัฐฯ (โดยรัฐมนตรี Josephus Daniels) พยายามผลักดันกฎหมายให้กองทัพเรือ ผูกขาดคลื่นวิทยุทั้งหมดอย่างถาวร ผ่านร่าง Alexander Bill และ Poindexter Bill ซึ่งนักวิเคราะห์ให้โอกาสผ่านสูงมาก ขณะที่ฝั่ง ARRL ตอนนั้น ใบอนุญาตสมาชิกหมดอายุยกชุด สมาชิก 80% ยังอยู่ต่างแดน QST หยุดพิมพ์ มีหนี้ค่าพิมพ์ค้าง 4,700 ดอลลาร์ และเหลือเงินในคลังเพียง 33 ดอลลาร์
ในสภาพที่เกือบล้มทั้งยืนนี้เอง Maxim และคณะกรรมการ ควักเงินส่วนตัว ส่ง "blue card appeal" — การ์ดสีน้ำเงินร้องขอไปยังนักวิทยุและครอบครัวของผู้ที่ยังอยู่ในสมรภูมิ ให้ช่วยกันเขียนจดหมายถึงสมาชิกสภาเพื่อคัดค้าน เสียงจากคนตัวเล็ก ๆ ทั่วประเทศหลั่งไหลเข้าไป จน ร่างกฎหมายผูกขาดตายคาชั้นกรรมาธิการ ไม่ทันได้เข้าสภา
การรับสัญญาณกลับมาทำได้ในเดือนเมษายน 1919 และการส่งกลับมาได้เต็มตัวราว 1 ตุลาคม 1919 — ทุกความถี่ที่เราออกอากาศได้วันนี้ รอดมาได้เพราะการ์ดสีน้ำเงินใบนั้น
กฎหมาย Radio Act of 1912 ไล่นักวิทยุสมัครเล่นทั้งหมดไปอยู่ย่าน "ความยาวคลื่น 200 เมตรและสั้นกว่า" เพราะยุคนั้นเชื่อกันว่าคลื่นสั้นวิ่งได้ไม่ไกล เป็น "ย่านขยะ" ไร้ค่าทางพาณิชย์ แต่นักทดลองไม่ยอมแพ้ พวกเขาค่อย ๆ ไต่ลงไปหาคลื่นที่สั้นลงเรื่อย ๆ และพบว่าสัญญาณกลับ แรงขึ้น เพราะมันสะท้อนชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ข้ามทวีปได้
เดือน ธันวาคม 1921 ARRL ส่ง Paul Godley (2ZE) ข้ามไปตั้งสถานีรับที่เมือง Ardrossan สกอตแลนด์ คืนวันที่ 11 ธันวาคม เขารับสัญญาณจากสถานี 1BCG ที่เมือง Greenwich รัฐคอนเนตทิคัตได้สำเร็จ ข้อความสั้น ๆ ว่า "Hearty Congratulations" กลายเป็น จุดกำเนิดของการติดต่อทางไกล (DX) ด้วยกำลังส่งต่ำกว่า 1 กิโลวัตต์
แล้ววันที่ 27 พฤศจิกายน 1923 สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ก็เกิดขึ้น — Leon Deloy (8AB) จากเมือง Nice ฝรั่งเศส ติดต่อสองทางกับ Fred Schnell (1MO) และ John Reinartz (1XAM) ในสหรัฐฯ ได้สำเร็จบนคลื่น 110 เมตร ระยะทางราว 4,000 ไมล์ ปิดฉากความเชื่อเรื่อง "ย่านขยะ" ลงตลอดกาล หนังสือประวัติศาสตร์วงการเล่มคลาสสิกจึงตั้งชื่อว่า "200 Meters and Down"
ปี 1925 Maxim เดินทางไปกรุงปารีสเพื่อร่วมก่อตั้ง International Amateur Radio Union (IARU) และเป็นประธานคนแรก เพื่อปกป้องย่านความถี่ของนักวิทยุสมัครเล่น "ทั่วโลก" ในเวทีระหว่างประเทศ นี่คือเหตุผลที่ทุกประเทศ รวมถึงไทย ยังมีย่านความถี่ไว้ให้ประชาชนได้ศึกษา ทดลอง และทำประโยชน์สาธารณะ
Maxim กดคีย์เป็นครั้งสุดท้าย (silent key) เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1936 ด้วยภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อที่ลำคอ เขาดำรงตำแหน่งประธาน ARRL ตั้งแต่ก่อตั้งจนวันสุดท้ายของชีวิต สัญญาณเรียกขาน W1AW ของเขากลายเป็นสถานีอนุสรณ์ที่ยังออกอากาศอยู่จนถึงวันนี้
ถ้าไม่มีความพยายามชนิดลืมวันลืมคืนของคนเหล่านี้ คลื่นความถี่ที่เราใช้อยู่วันนี้ คงถูกสัมปทานไปเป็นของนายทุนหรือกองทัพจนหมดสิ้นแล้ว สิ่งที่พวกเขาแลกมาด้วยเงินและแรงกาย ไม่ใช่แค่ Call Sign หรือเครื่องมือราคาแพง แต่คือ "สิทธิ์อันชอบธรรมตามกฎหมายสากลในการทดลองบนคลื่นความถี่" และ "จิตวิญญาณของผู้พัฒนา"
สัญญาณเรียกขานจึงไม่เคยเป็นยศถาบรรดาศักดิ์ไว้ข่มกัน มันเป็นเพียงกุญแจตามกฎหมายที่เปิดประตูให้เราได้สานต่อการทดลอง แบบเดียวกับที่ Maxim, Tuska, Godley และคนอีกนับพันเคยทำ ทุกวินาทีที่เรากดคีย์ได้ในวันนี้ มีเหงื่อของรุ่นพี่เมื่อ 111 ปีก่อนแบกรับไว้ให้เสมอ — วิธีขอบคุณพวกเขาที่ดีที่สุด ไม่ใช่การท่องประวัติ แต่คือการลงมือพัฒนาต่อ และส่งต่อความรู้ให้คนถัดไป โดยไม่กั๊ก
ลองเปิดดูด้วยตาตัวเอง ว่าเมื่อร้อยปีก่อนเขาพิมพ์ดีด เขียนวงจรด้วยมือ แล้วแบ่งปันกันหมดไส้หมดพุงอย่างไร